ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์          ธนาคาร ก.                              โจทก์

ที่  ๘๐๕/๒๕๖๗                                        บริษัท ท. ที่ ๑ กับพวก            จำเลย

                    โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์หลายฉบับ และทำสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออก (แพ็คกิ้งเครดิต) โดยจำเลยที่ ๑ มีคำขอเบิกใช้สินเชื่อเพื่อการส่งออกหลายครั้ง ตกลงชำระดอกเบี้ยตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญาและประกาศโจทก์จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนจำนองทรัพย์สินเป็นประกัน กับมีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินบางฉบับ ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ ๑ ผิดนัดโจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยทั้งสามและบอกกล่าวบังคับจำนองจำเลยที่ ๑ แล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย นอกจากนั้นจำเลยที่ ๑ ตกลงเอาประกันภัยทรัพย์จำนองโดยให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์หากจำเลยที่ ๑ ไม่ดำเนินการยอมให้โจทก์ดำเนินการแทนโดยจำเลยที่ ๑ ตกลงชำระเงินที่โจทก์ชำระแทนคืนโจทก์พร้อมดอกเบี้ย ต่อมาโจทก์ชำระค่าเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยที่ ๑ไปและเรียกให้จำเลยที่ ๑ ชำระคืน แต่จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมรับผิดกับหนี้ของจำเลยที่ ๑ บางส่วน พร้อมดอกเบี้ย ให้จำเลยที่ ๑ ไถ่ถอนจำนองด้วยการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ให้บังคับจำนอง

                   จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง

                   จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                   พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่าโจทก์ประกอบการธนาคารพาณิชย์และให้สินเชื่อหลายประเภทแก่จำเลยที่ ๑ โดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาสินเชื่อหลายประเภทกับโจทก์เพื่อนำเงินไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการค้า อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ในมูลสัญญาสินเชื่อและบังคับจำนอง รวมทั้งชำระค่าเบี้ยประกันภัยทรัพย์จำนองอันเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ โดยให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

                   วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

 

                                                                            (นางสุวิชา   นาควัชระ)

                                                                             ประธานศาลอุทธรณ์