คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย ณ. โจทก์
ที่ ๘๑๓/๒๕๖๗ นิติบุคคลอาคารชุด ล. ที่ ๑ กับพวก จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของห้องชุดเลขที่ XXXX อาคารชุด ล. จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลอาคารชุดดังกล่าว มีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด เดิมการเข้าออกอาคารและพื้นที่ส่วนกลางในอาคารชุดใช้ระบบคีย์การ์ดตามข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ใช้ระบบ Face Scan (สแกนใบหน้าเข้าออก) แทน และยกเลิกการใช้ระบบคีย์การ์ด อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สร้างความเดือดร้อนให้โจทก์ เนื่องจากระบบสแกนใบหน้าเข้าออกต้องได้รับความยินยอมในการให้ข้อมูลส่วนบุคคลชีวภาพอ่อนไหว (Sensitive Biometric Data) และโจทก์ไม่ยินยอมให้สแกนใบหน้าเข้าออก ทำให้โจทก์ขาดอิสระในการเข้าออกและการใช้ทรัพย์ส่วนกลางในอาคารชุดและขาดความปลอดภัยในชีวิต หากเกิดเหตุฉุกเฉิน โจทก์ไม่สามารถออกจากอาคารชุดได้ทันท่วงที ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองหยุดการใช้เครื่องสแกนใบหน้าเข้าออกทดแทนการใช้ระบบคีย์การ์ด และให้ดำเนินตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ และเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือ
ผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ มีหน้าที่จัดการดูแลและรักษาทรัพย์ส่วนกลางอาคารชุดตามฟ้องการดำเนินงานของจำเลยที่ ๑ มีลักษณะเป็นการจัดทำการงานให้แก่เจ้าของร่วมในอาคารชุดโดยเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลางจากเจ้าของร่วมเป็นค่าตอบแทน จึงเป็นการให้บริการอย่างหนึ่ง จำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นเจ้าของห้องชุดในอาคารชุดดังกล่าวและเป็นสมาชิกของจำเลยที่ ๑ โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ในมูลเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ทรัพย์ส่วนกลาง จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ ๒ ซึ่งโจทก์ฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ รวมกันมาในคดีนี้นั้น ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์