คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย ศ. โจทก์
ที่ ๘๓๖/๒๕๖๗ นาง ผ. กับพวก จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกู้ยืมเงินจากโจทก์ ๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี โดยจำเลยทั้งสามจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยทั้งสามผิดนัดชำระหนี้ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ตกลงชำระหนี้และทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์แล้วผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสามให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยโดยให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในหนี้บางส่วนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ กับให้ไถ่ถอนจำนอง หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้หรือไถ่ถอนจำนองให้บังคับจำนอง
จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๘ วรรคสอง บัญญัติว่า การขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาว่าคดีใดเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ ไม่ว่าโดยคู่ความเป็นผู้ขอหรือโดยศาลเห็นสมควร ถ้าเป็นการขอในคดีผู้บริโภคต้องกระทำอย่างช้าในวันนัดพิจารณา หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วห้ามมิให้มีการขอให้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวอีก คดีนี้ศาลจังหวัดเชียงใหม่รับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างคดีผู้บริโภค โดยกำหนดนัดพิจารณาในวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๗ เมื่อถึงวันนัดจำเลยทั้งสามยื่นคำให้การและศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยทั้งสาม อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับการให้การแก้คดี จึงเป็นวันนัดพิจารณาตามมาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๖ แล้ว หากมีกรณีต้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ก็ต้องกระทำอย่างช้าในวันดังกล่าว การที่จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ย่อมเป็นการล่วงเลยเวลาที่จะขอให้มีการวินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และส่งสำนวนคืนศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีต่อไป
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์