ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                นางสาว จ.                                โจทก์

ที่ ๘๕๙/๒๕๖๗                                               นาง ส.                                      จำเลย

                                    

               โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบอาชีพจำหน่ายตั๋วเครื่องบินและซื้อขายสินค้า จำเลยที่ ๒ เป็นสามีของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ซื้อลิปสติกจากโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่บุคคลทั่วไปและแจ้งให้โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ ๒ ต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ร่วมธุรกิจในการจำหน่ายตั๋วเครื่องบินโดยจำเลยที่ ๑ รับลูกค้าที่จะซื้อตั๋วเครื่องบิน จากนั้นจำเลยที่ ๑ จะใช้บัตรเครดิตของโจทก์ซื้อตั๋วเครื่องบินแล้วนำไปขายให้แก่ลูกค้า และจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ จำเลยที่ ๒ ชำระหนี้ดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน และตกลงจะชำระส่วนที่เหลือภายใน ๓ เดือน แต่จำเลยทั้งสองผิดนัด ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

                  จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                  ศาลจังหวัดเวียงสระส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                  พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (3) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ซื้อลิปสติกจากโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่บุคคลทั่วไป และโจทก์กับจำเลยที่ 1 ร่วมกันประกอบธุรกิจจำหน่ายตั๋วเครื่องบินให้แก่ลูกค้า ไม่ปรากฏว่าเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ จึงเชื่อว่าเป็นเพียงการประกอบอาชีพเพื่อการดำรงชีพเท่านั้น ส่วนที่โจทก์อ้างว่าให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์เรียกดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่นใดเป็นค่าตอบแทนและมิได้เรียกหลักประกัน อันเป็นการผิดปกติวิสัยของผู้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงิน ทั้งจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานคดีศาลจังหวัดเวียงสระไม่ปรากฏว่าโจทก์ยื่นฟ้องบุคคลอื่นในมูลให้กู้ยืมเงิน พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์ให้จำเลยที่ 1กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่นใดเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่มีนิติสัมพันธ์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภคต่อกัน ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 3 และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคพ.ศ. 2522 มาตรา 3 เมื่อโจทก์ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้อันมีมูลจากการซื้อขายสินค้า กู้ยืมเงิน และร่วมกันประกอบธุรกิจ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคพ.ศ. 2551 มาตรา 3 (1) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา 3 (2) ถึง 3 (4)

                         วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

                                                           (นางสุวิชา   นาควัชระ)

                                                             ประธานศาลอุทธรณ์