คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นางสาว ช โจทก์
ที่ ๘๖๖/๒๕๖๗ บริษัท น จำกัด จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำเลยจัดสรรที่ดินโครงการ น. เอกมัย – รามอินทรา เพื่อเสนอขายแก่บุคคลทั่วไป โดยโฆษณาว่าที่ดินแปลงที่ ๒๒ แบบ ๒๐๓ ซึ่งมีราคาสูงกว่าที่ดินแปลงอื่นเนื่องจากมีสภาพภูมิทัศน์ที่สวยงาม มองเห็นทะเลสาบ จะไม่มีการติดตั้งเสาหม้อแปลงไฟฟ้าบดบังทัศนียภาพ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมทาวน์โฮมราคา ๑๓,๒๖๐,๐๐๐ บาท กับจำเลย ภายหลังทำสัญญาโจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยบางส่วนตามสัญญาแล้ว แต่จำเลยติดตั้งเสาหม้อแปลงไฟฟ้าห่างจากที่ดินแปลงดังกล่าวเพียง ๙ เมตร ไม่ตรงตามที่จำเลยโฆษณาอันเป็นสาระสำคัญในการที่โจทก์ตกลงซื้อ ภายหลังจำเลยก่อสร้างทาวน์โฮมแล้วเสร็จ จำเลยไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ และมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและแจ้งให้โจทก์ติดต่อขอรับเงินที่โจทก์ชำระตามสัญญาจะซื้อจะขายที่สำนักงานบังคับคดีกรุงเทพมหานคร ๑ โดยอ้างว่าโจทก์ไปร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ให้จำเลยย้ายเสาไฟฟ้า หากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมทาวน์โฮมให้แก่โจทก์โดยที่โจทก์ไม่ต้องชำระราคาและจำเลยต้องคืนเงินที่รับชำระไว้ให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมทาวน์โฮมตามฟ้องให้แก่โจทก์ ส่งมอบสำเนาทะเบียนบ้าน ใบเสร็จการติดตั้งมิเตอร์น้ำประปา มิเตอร์ไฟฟ้า และให้จำเลยหักกลบลบหนี้ค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการผิดสัญญาของจำเลยจำนวน ๔,๙๖๑,๓๓๘ บาท กับราคาที่ดินพร้อมทาวน์โฮมส่วนที่โจทก์ต้องชำระให้แก่จำเลยในวันโอนกรรมสิทธิ์ ๑๐,๐๑๐,๐๐๐ บาท กับให้จำเลยดำเนินการยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โจทก์จองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการของจำเลย ๒ แปลง คือ แปลงที่ ๒๐๓ - ๒๒ และแปลงที่ ๒๓๐ - ๓ โจทก์ขายใบจองแปลงที่ ๒๓๐ - ๓ ให้แก่บุคคลอื่นไปแล้วโดยได้รับกำไร ๒๘๐,๐๐๐ บาท โจทก์ประกาศขายที่ดินพร้อมทาวน์โฮมตามฟ้องทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่าจำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมทาวน์โฮมให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์แม้เป็นบุคคลธรรมดา แต่จองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการของจำเลย ๒ แปลง และขายใบจองไปแล้ว ๑ แปลง รวมทั้งลงประกาศขายที่ดินพร้อมทาวน์โฮมตามฟ้องทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากที่ดินพร้อมทาวน์โฮมตามฟ้องอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ขอให้บังคับจำเลยอันมีมูลจากสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมทาวน์โฮม จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์