ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                              บริษัท บ จำกัด (มหาชน)                                       โจทก์

ที่  ๘๘/๒๕๖๗                                                       บริษัท ช จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๖ คน                 จำเลย

                      โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการบริหารสินทรัพย์ รับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินเพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป เดิมจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาขอสินเชื่อหลายประเภทจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อนำไปเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการของจำเลยที่ ๑ ตกลงชำระดอกเบี้ยตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญาและประกาศธนาคาร มีจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ทำสัญญาค้ำประกัน กับมีจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ จดทะเบียนจำนองทรัพย์สินเป็นประกันการชำระหนี้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ ๑ ผิดนัด ต่อมาธนาคารโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้และหลักประกันที่มีต่อจำเลยทั้งหกให้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งหกชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งหกเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และบังคับจำนอง

                   จำเลยทั้งหกให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง

 จำเลยทั้งหกยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                   พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประกอบการธนาคารพาณิชย์และให้สินเชื่อหลายประเภทแก่จำเลยที่ ๑ โดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ธนาคารดังกล่าวจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ โจทก์ประกอบกิจการบริหารสินทรัพย์และเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ของจำเลยทั้งหกรวมถึงหลักประกันจากธนาคาร จึงเป็นผู้สืบสิทธิและอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกันกับเจ้าหนี้เดิม ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบกิจการค้าแสวงหากำไร จำเลยที่ ๑ ขอสินเชื่อหลายประเภทจากธนาคารเพื่อนำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ในมูลสินเชื่อ โดยให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓
ในฐานะผู้ค้ำประกัน กับให้จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองร่วมรับผิดตามฟ้อง
จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์