ค้นหาคำวินิจฉัย

 

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์   ธนาคาร ก. จำกัด (มหาชน)                        โจทก์

ที่  ๘๙๙/๒๕๖๗                            บริษัท ท. จำกัด กับพวก        จำเลย

                   โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน แล้วนำมาทำสัญญาขายลดตั๋วเงินกับโจทก์รวม ๔ ครั้ง ตกลงชำระดอกเบี้ยและส่วนลดตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญาและประกาศโจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนจำนองทรัพย์สินเป็นประกันกับมีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ ๑ ไม่สามารถชำระหนี้ได้ จึงทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้และปรับโครงสร้างหนี้กับโจทก์ โดยมีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ลงนามในสัญญา ต่อมาจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ ๓ ชำระหนี้แทน และบังคับจำนอง

                   จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                   จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                   พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่าโจทก์ประกอบการธนาคารพาณิชย์และให้จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาขายลดตั๋วเงินโดยเรียกส่วนต่างและดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาขายลดตั๋วเงินกับโจทก์เพื่อนำเงินไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการค้าอันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้บริโภคแต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ในมูลสัญญาขายลดตั๋วเงินและบังคับจำนอง โดยให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

                   วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา  นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์