คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ บริษัท บ. จำกัด โจทก์
ที่ ๑๑๘/๒๕๖๗ บริษัท ร. จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินเพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง มีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสองในมูลหนี้กู้ยืมเงินและค้ำประกันท ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ หมายเลขแดงที่ XXXX / XXXX ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โจทก์ดำเนินการบังคับคดีตามขั้นตอนของกฎหมายโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ออกขายทอดตลาดแล้ว แต่จำเลยทั้งสองร่วมกันกลั่นแกล้งโจทก์ ใช้สิทธิเกินส่วนและไม่สุจริต โดยการยื่นคำร้องต่าง ๆ และยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีแพ่งและคดีอาญาโดยมีเจตนาประวิงการบังคับคดีไม่ให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษา การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการและจำเลยที่ ๑ ให้การว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้อง เอกสารท้ายคำฟ้อง และคำให้การว่า ธนาคาร ก. จำกัด (มหาชน) ประกอบการธนาคารพาณิชย์และให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ธนาคารดังกล่าวจึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ โจทก์ประกอบกิจการบริหารสินทรัพย์และเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้และหลักประกันดังกล่าวทอดสุดท้ายจึงเป็นผู้สืบสิทธิและอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกันกับเจ้าหนี้เดิม ส่วนจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้กู้อยู่ในฐานะผู้รับบริการนั้นเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบกิจการค้าแสวงหากำไร จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินเพื่อนำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหายในมูลละเมิดอันเนื่องมาจากการกู้ยืมเงิน โดยให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์