คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นายส. ที่ ๑ กับพวกรวม ๓ คน โจทก์
ที่ ๑๒๙/๒๕๖๗ นายข. ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ทั้งสามกับพวกอีก ๒ คน ตามสัดส่วนการให้กู้ในสัญญารวมเป็นเงิน ๗๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔.๔๐ ต่อปี โดยจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสามกับพวกเรื่อยมา คงมีหนี้ค้างชำระเป็นเงินต้น ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ จึงขอไถ่ถอนจำนอง โดยจำเลยที่ ๒ สั่งจ่ายเช็คจำนวนเงิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้ไว้แก่โจทก์ที่ ๑ เพื่อชำระหนี้ เมื่อเช็คถึงกำหนด ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ทั้งสามทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามสัดส่วนการกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสาม
จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ทั้งสามกับพวกอีก ๒ คน ให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงิน แม้มีการเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทน แต่จากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานคดีศาลแพ่งกรุงเทพใต้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามเคยยื่นฟ้องบุคคลอื่นในมูลให้กู้ยืมเงิน พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์ทั้งสามให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตนโจทก์ทั้งสามจึงไม่อยู่ในฐานะผู้ให้บริการและไม่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ทั้งจำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินจำนวนมากเกินกว่าความจำเป็นในการนำไปใช้ในการประกอบอาชีพเพื่อดำรงชีพพฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า จำเลยที่ ๑ แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากเงินกู้ยืมอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ ๑ จึงไม่มีนิติสัมพันธ์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภคต่อกันเมื่อโจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ในมูลกู้ยืมเงิน โดยให้จำเลยที่ ๒ รับผิดในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้กู้ยืมเงิน จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์