ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์          นางจ. ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน                     โจทก์

ที่  ๑๔๗/๒๕๖๗                                  นายน. ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน                            จำเลย 

                   

 

             โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงิน จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ทั้งสอง ๔,๓๑๙,๖๐๐ บาท ตกลงชำระเงินต้นคืนภายในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๖ โดยจำเลยที่ ๑ ส่งมอบโฉนดที่ดินให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน ก่อนครบกำหนดชำระหนี้  จำเลยที่ ๑ ขอรับโฉนดที่ดินคืนไป โดยอ้างว่าจะนำไปขายฝากแก่บุคคลอื่นแล้วจะนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองและทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับใหม่กับโจทก์ทั้งสองโดยขยายระยะเวลาชำระหนี้คืนเป็นวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๖ มีจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ ครบกำหนดชำระหนี้แล้วจำเลยที่ ๑ ผิดนัด โจทก์ทั้งสองทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง

           จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ทั้งสองให้กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด  ขอให้ยกฟ้อง

            จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

           พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่าโจทก์ทั้งสองให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงิน แม้ตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินเอกสารท้ายคำฟ้องมีข้อตกลงให้เรียกดอกเบี้ย แต่จากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานคดีศาลจังหวัดราชบุรีไม่ปรากฏว่า โจทก์ทั้งสองเคยยื่นฟ้องบุคคลอื่นในมูลให้กู้ยืมเงิน พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์ทั้งสองให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์ทั้งสองจึงไม่อยู่ในฐานะผู้ให้บริการและไม่เป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๑ จึงไม่มีนิติสัมพันธ์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภคต่อกัน เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ในมูลกู้ยืมเงิน โดยให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

                    วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์