ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์          นางสาวด. ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน                             โจทก์

ที่  ๑๕๐/๒๕๖๗                                  บริษัทบ. จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๓ คน               จำเลย           

 

                  โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการ C. ของจำเลยทั้งสาม ๑ ห้อง จำเลยทั้งสามตกลงว่าจะนำห้องชุดออกบริหารจัดการและจะชำระผลตอบแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองตามอัตราที่กำหนดไว้ ภายหลังทำสัญญาโจทก์ทั้งสองชำระราคาห้องชุดครบถ้วนและรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวโดยจำนองไว้กับธนาคารแล้วแต่จำเลยทั้งสามไม่บริหารจัดการห้องชุดและชำระผลตอบแทนตามคำโฆษณาอันเป็นกลฉ้อฉลต่อโจทก์  ทั้งสอง ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย  ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามคืนเงินค่าห้องชุดและชดใช้เงินจากการโฆษณาเกินจริงพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง แล้วจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดคืนไป หากไม่สามารถดำเนินการได้ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

               จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ทั้งสองซื้อห้องชุดเพื่อการลงทุนแสวงหาผลประโยชน์ในทางธุรกิจโดยแท้ คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                  จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค

                 พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตาม มาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลย    ที่ ๒ และที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยทั้งสามร่วมกันโฆษณาและทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดแก่โจทก์ทั้งสองตามทางการค้าปกติของตน จำเลยทั้งสามจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครอง    ผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตราส่วนโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเพียง ๑ ห้อง แม้มีคำโฆษณาว่าจะนำห้องชุดออกบริหารจัดการและจะชำระเงินผลตอบแทนแก่โจทก์ทั้งสอง ก็ถือเป็นวิธีการขายห้องชุดของจำเลยทั้งสามให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองประกอบธุรกิจซื้อขายหรือให้เช่าห้องชุด พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้อง โจทก์ทั้งสองจึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามอันมีมูลจากสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

                    วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์