ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                        บริษัท จ. จำกัด (มหาชน)                                                                      โจทก์

ที่ ๔๓/๒๕๖๗                                                          บริษัท อ.จำกัด (มหาชน) ที่ ๑ กับพวกรวม ๗ คน                                 จำเลย

 

                 โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการค้าวัสดุก่อสร้าง จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๗ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ ๑ สั่งซื้อวัสดุก่อสร้างหลายประเภทจากโจทก์พร้อมบริการติดตั้งในโครงการต่าง ๆ ของจำเลยที่ ๑ ตกลงชำระค่าสินค้าพร้อมค่าบริการโดยหักเงินประกันผลงานตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญา และโจทก์ส่งมอบหนังสือค้ำประกันของธนาคารให้ไว้แก่จำเลยที่ ๑ เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ภายหลังทำสัญญาโจทก์ส่งมอบและติดตั้งสินค้าให้แก่จำเลยที่ ๑ ครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระค่าสินค้า ไม่คืนเงินประกันผลงาน และไม่คืนหนังสือค้ำประกันธนาคารแก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งเจ็ดเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยทั้งเจ็ดให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                    จำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ประกอบกิจการค้าวัสดุก่อสร้างและขายวัสดุก่อสร้างหลายประเภทพร้อมบริการติดตั้งให้แก่จำเลยที่ 1 ตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ซื้อนั้นเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร จำเลยที่ ๑ ซื้อวัสดุก่อสร้างหลายประเภทพร้อมบริการติดตั้งจากโจทก์เพื่อใช้ในการประกอบกิจการ อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้บริโภคแต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้อันมีมูลจากการซื้อขายสินค้า โดยให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๗ ร่วมรับผิดในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในศาลฎีกา

ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์