คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาง อ. โจทก์
ที่ ๓๑/๒๕๖๗ นาง ก. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ไม่ได้ประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ ๔๗๐,๐๐๐ บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ภายหลังทำสัญญาจำเลยผิดนัด โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภค ตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่าโจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทน และจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานคดีศาลจังหวัดวิเชียรบุรีได้ความว่าโจทก์เคยยื่นฟ้องบุคคลอื่นในมูลให้กู้ยืมเงินอีกหลายคดี สอดคล้องกับที่จำเลยอ้างในคำให้การ พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้เชื่อได้ว่า โจทก์ให้บริการทางการเงินแก่จำเลยเพื่อแสวงประโยชน์ในรูปดอกเบี้ยตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้กู้นั้น ไม่ปรากฏว่าแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากเงินกู้ยืมที่ได้รับอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้รับบริการซึ่งเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลกู้ยืมเงิน จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในศาลฎีกา
ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์