คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นางส. ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน โจทก์
ที่ ๑๕๖/๒๕๖๗ บริษัทก. จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน จำเลย
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นมารดาและบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายช. (ผู้ตาย) จำเลยทั้งสองประกอบกิจการประกันภัย โจทก์ที่ ๑ เอาประกันภัยรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน x กฒ xxxx กาญจนบุรี ไว้กับจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดและเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน x กจ xxxx กรุงเทพมหานคร ของนางสาวน. ระหว่างระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยนางสาวน. ขับรถยนต์ที่จำเลยที่ ๒ เป็นผู้รับประกันภัยด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์หมายเลข x กฒ xxxx กาญจนบุรี ที่นายช.ขับโดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ ๑ เป็นเหตุให้นายช. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๒ ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ ๑ บางส่วน ต่อมาโจทก์ทั้งสอง เรียกให้จำเลยทั้งสองชำระค่าสินไหมทดแทนแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการ โดยจำเลยที่ ๒ ให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
ศาลแพ่งพระโขนงส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดี ตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจประกันภัยและรับประกันภัยรถจักรยานยนต์ของโจทก์ที่ ๑ โดยเรียกค่าเบี้ยประกันภัยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ที่ ๑ เป็นผู้เอาประกันภัยจึงอยู่ในฐานะผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว นายช. ซึ่งขับรถจักรยานยนต์ของโจทก์ที่ ๑ โดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ ๑ แม้มิได้เป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันภัยแต่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ก็ถือเป็นผู้บริโภคด้วยเช่นกัน โจทก์ที่ ๒เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรมของนายช. จึงสืบสิทธิและอยู่ในฐานะผู้บริโภคเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหายในมูลสัญญาประกันภัย จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ ๒ ซึ่งโจทก์ทั้งสองฟ้องให้ร่วมรับผิดในฐานะเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ที่ก่อเหตุละเมิดนั้นถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์