คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นางสาว ล ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ป ผู้ตาย โจทก์
ที่๖๗ /๒๕๖๗ ธนาคาร ก จำกัด (มหาชน) จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้จัดการมรดกของนาย ป ผู้ตาย นาย ปทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ยี่ห้อ ต หมายเลขทะเบียน xxx กับจำเลย และทำประกันภัยสินเชื่อรถยนต์โดยให้จำเลยเป็นผู้รับประโยชน์ระหว่างผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ นาย ป ถึงแก่ความตาย โจทก์แจ้งให้จำเลยนำเงินที่ได้รับจากสัญญาประกันภัยไปหักชำระหนี้ค่าเช่าซื้อ หากมีเงินคงเหลือให้คืนแก่โจทก์พร้อมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยนำเงินที่ได้จากบริษัทประกันภัยไปหักชำระหนี้ค่าเช่าซื้อและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ หากสภาพหนี้ไม่เปิดช่องให้จำเลยชำระค่างวดคงค้าง ๕๕ งวด และคืนเงินค่างวดที่โจทก์ชำระไป ๒ งวด พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยประกอบการธนาคารพาณิชย์และให้นาย ป ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์โดยเรียกค่าเช่าซื้อเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขาย หมายความรวมถึงเช่าซื้อและให้เช่าซื้อด้วย จำเลยจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนนาย ป ซึ่งอยู่ในฐานะผู้ซื้อนั้น ไม่ปรากฏว่าแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนาย ป จึงสืบสิทธิและอยู่ในฐานะผู้บริโภคเช่นกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลเช่าซื้อ จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์