ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์             นาย พ                                 โจทก์

ที่  ๑๖๖/๒๕๖๗                                       บริษัท ส                                 จำเลย

 

                  โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดของจำเลย ๒ ห้อง โจทก์ชำระค่าห้องชุดบางส่วนให้แก่จำเลยตามสัญญาแล้ว แต่โจทก์ไม่ได้รับอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงิน โจทก์จึงไม่สามารถชำระค่าห้องชุดส่วนที่เหลือเพื่อจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้ แต่จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญา โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนเงินค่าห้องชุดที่โจทก์ชำระไปแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยรวม ๓ ห้อง และอยู่ต่างชั้นกัน เพื่อแสวงหากำไรในเชิงธุรกิจ จำเลยก่อสร้างห้องชุดเสร็จเรียบร้อยและนัดโอนกรรมสิทธิ์กันแล้ว คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

 

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภค ตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดให้แก่โจทก์  ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณา  คดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้จะซื้อนั้น แม้เป็นบุคคลธรรมดา แต่ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในคดีนี้ ๒ ห้อง และปรากฏตามคำให้การและสำเนาสัญญาจะซื้อจะขายท้ายคำร้อง ซึ่งได้รับโอนกรรมสิทธิ์ไปแล้วอีก ๑ ห้อง รวม ๓ ห้อง เกินความจำเป็นในการใช้อยู่อาศัยโดยไม่ปรากฏพฤติการณ์พิเศษ และห้องชุดทั้งสามห้องอยู่ต่างชั้นกัน เมื่อจำเลยโต้แย้งว่าโจทก์ซื้อห้องชุดเพื่อต้องการผลตอบแทนจากการนำห้องชุดให้เช่าขายต่อหรือเก็งกำไรเพื่อการลงทุนเชิงธุรกิจ พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้อง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

                 วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

นางสุวิชา   นาควัชระ

                   ประธานศาลอุทธรณ์