ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์           บริษัท ซ ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๑ คน                 โจทก์

ที่  ๑๗๐/๒๕๖๗                                    บริษัท ส                                                      จำเลย

                  โจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ ประกอบธุรกิจขายและให้บริการซอฟแวร์และระบบคอมพิวเตอร์ มีโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๑๑ เป็นผู้บริหารและลูกจ้างของโจทก์ที่ ๑ จำเลยประกอบธุรกิจค้าขายลิฟต์ โจทก์ที่ ๑ ทำสัญญาซื้อลิฟต์โดยสาร พร้อมบริการติดตั้งจากจำเลย เพื่อนำมาใช้ในอาคารสำนักงานของโจทก์ที่ ๑ โจทก์ที่ ๑ ชำระราคาและจำเลยติดตั้งลิฟต์ให้พร้อมใช้งานแล้ว โจทก์ทั้งสิบเอ็ดใช้ประโยชน์ลิฟต์โดยสารดังกล่าวตามปกติ ต่อมาลิฟต์เกิดความชำรุดบกพร่อง เคลื่อนที่ช้ากว่าที่กำหนดไว้ในใบเสนอราคาที่จำเลยเสนอขาย ลิฟต์ค้าง กระตุกบ่อย ประตูลิฟต์ไม่สามารถเปิดปิดได้ตามปกติ โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๑๑ ติดค้างในลิฟต์ ทำให้ลูกจ้างและพนักงานของโจทก์ที่ ๑ ตกใจกลัวและเกิดความหวาดระแวงในการใช้ลิฟต์ โจทก์ที่ ๑ แจ้งให้จำเลยแก้ไขแล้ว แต่จำเลยไม่สามารถแก้ไขได้ ลิฟต์ดังกล่าวจึงเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ทำให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยรับมอบลิฟต์คืนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย กับให้ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ด

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

โจทก์ทั้งสิบเอ็ดยื่นคำคัดค้าน

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑)คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๒) คดีแพ่งตามกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย โจทก์ทั้งสิบเอ็ดอ้างตามคำฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจค้าขาย ให้บริการติดตั้ง และบำรุงรักษาลิฟต์โดยสาร จำเลยทำสัญญาซื้อขายลิฟต์โดยสารแก่โจทก์ที่ ๑ และให้บริการติดตั้งที่อาคารสำนักงานของโจทก์ที่ ๑ ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ซื้อนั้นเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร โจทก์ซื้อลิฟต์โดยสารจากจำเลยและติดตั้งที่อาคารสำนักงานของโจทก์ที่ ๑ เพื่อใช้ในการประกอบกิจการ อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์ที่ ๑ จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน ส่วนที่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดอ้างว่าลิฟต์โดยสารตามฟ้องเกิดความชำรุดบกพร่องหลายประการ ลิฟต์โดยสารดังกล่าวเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดกล่าวอ้างว่า โจทก์ทั้งสิบเอ็ดเป็นผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยพ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๔ แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดเป็นการกล่าวอ้างว่าลิฟต์โดยสารดังกล่าว มีความชำรุดบกพร่องไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ตามวัตถุประสงค์เท่านั้น ซึ่งคำว่า “ความเสียหาย” ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวไม่หมายรวมถึงความเสียหายต่อตัวสินค้าที่ไม่ปลอดภัยนั้นและไม่หมายรวมความกังวลถึงความเสี่ยงในการใช้สินค้าดังกล่าว ดังนั้น โจทก์ทั้งสิบเอ็ดจึงมิใช่ผู้เสียหายตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลซื้อขายลิฟต์โดยสาร จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)

วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

 

นางสุวิชา   นาควัชระ

ประธานศาลอุทธรณ์