คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ธนาคาร ก. โจทก์
ที่ ๕๗๒/๒๕๖๗ นาย ศ. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาสินเชื่อเงินกู้เพื่อยานพาหนะกับโจทก์ วงเงิน ๔๐๕,๐๐๐ บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญาและประกาศโจทก์ โดยจำเลยส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถเป็นประกัน ภายหลังทำสัญญาจำเลยผิดนัด โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า จำเลยทำสัญญาสินเชื่อเงินกู้เพื่อยานพาหนะกับโจทก์เพื่อนำเงินไปใช้ในการประกอบกิจการจำหน่ายรถยนต์ใช้แล้ว โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในมูลเดียวกันรวม ๙ คดี ทุนทรัพย์รวม ๕,๒๔๗,๗๘๕.๘๐ บาท คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่าโจทก์ประกอบการธนาคารพาณิชย์ โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้กู้และอยู่ในฐานะผู้รับบริการนั้นเป็นบุคคลธรรมดา จำเลยกู้ยืมเงินกับโจทก์ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน แม้จำเลยจะอ้างว่าจะนำเงินกู้ที่ได้รับไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ แต่จำนวนเงินกู้ไม่มากและไม่ปรากฏว่าเป็นกิจการค้าขนาดใหญ่ พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า จำเลยแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากเงินกู้ที่ได้รับอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ในมูลกู้ยืมเงิน จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์