ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                                     ธนาคาร ท จำกัด (มหาชน)                                      โจทก์

ที่  ๖๗๑/๒๕๖๗                                                      นางสาว ส                                                         จำเลย

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดวงเงินรวม ๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท และสัญญากู้ยืมเงิน ๓,๐๗๘,๐๐๐ บาท จากโจทก์ ตกลงชำระดอกเบี้ยตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญาและประกาศโจทก์ โดยจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน กับมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมทำหนังสือค้ำประกันการชำระหนี้ภายหลังทำสัญญาจำเลยไม่สามารถชำระหนี้ได้จึงทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับโจทก์หลายครั้ง แต่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และบังคับจำนอง

จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า จำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ของห้างหุ้นส่วนจำกัด แสตนเลสเครื่องเย็น ประกอบธุรกิจผลิตเครื่องทำความเย็นเพื่อจำหน่ายจำเลยทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดและสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                     จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                   พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ประกอบการธนาคารพาณิชย์ โจทก์ให้จำเลยทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดและสัญญากู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด แสตนเลสเครื่องเย็น ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร จำเลยทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดและสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์เพื่อนำเงินไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด สัญญากู้ยืมเงินและบังคับจำนอง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

                วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์