คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาง อ โจทก์
ที่ ๑๗๑/๒๕๖๗ บริษัท ม จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินและจัดสรรที่ดินโครงการหมู่บ้าน โจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินในโครงการดังกล่าวกับจำเลยสองแปลง เนื้อที่รวม ๑ งาน ๖๗ ตารางวา ต่อมาโจทก์ขอรังวัดที่ดินจึงทราบว่าที่ดินข้างเคียงซึ่งซื้อมาจากจำเลยเช่นเดียวกันได้สร้างรั้วและโรงจอดรถล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์เนื้อที่ ๓๔ ตารางวา เนื่องจากจำเลยส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วนตามสัญญาซื้อขาย โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบที่ดินให้ครบถ้วนตามสัญญาซื้อขาย หากส่งมอบไม่ได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเพื่อก่อสร้างและนำออกจำหน่ายหรือให้เช่าแก่บุคคลผู้สนใจ คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งว่าโจทก์จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเกินกว่าจำนวนที่ตกลงซื้อขาย โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิในที่ดินส่วนเกินได้ ขอให้โจทก์ดำเนินการขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินให้ถูกต้องตามสัญญาและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนเกินคืนให้แก่จำเลย หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอา
คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง
จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้แล้วดำเนินการพิจารณาพิพากษาตามรูปคดีต่อไป
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ได้ก่อสร้างบ้านพักอาศัยจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป
โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเพื่อก่อสร้างบ้านให้บุตรชาย ต่อมาบุตรชายไปอาศัยที่อื่น โจทก์จึงประกาศ ณ ที่ดิน เสนอขายหรือให้เช่าแก่บุคคลทั่วไป ขอให้ยกฟ้องแย้ง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้อง คำให้การ ฟ้องแย้งและคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินและทำสัญญาซื้อขายที่ดินในโครงการหมู่บ้านให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อนั้น ได้ความว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเพื่อก่อสร้างบ้านให้แก่บุตรชาย และไม่ปรากฏว่ามีการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยอันมีมูลจากสัญญาซื้อขายที่ดิน จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับฟ้องแย้งของจำเลยซึ่งยื่นภายหลังที่มีการฟ้องคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคตามนัยมาตรา ๒๑
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
นางสุวิชา นาควัชระ
ประธานศาลอุทธรณ์