ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์    นางสาว ศ.                                                                       โจทก์

ที่  ๕๗๐/๒๕๖๗                     นางสาว บ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ส. ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๑ คน  จำเลย

                   โจทก์ฟ้องว่า นาย ส. กู้ยืมเงินจากโจทก์ ๒ ครั้ง รวมเป็นเงิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี โดยนาย ส. จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ ภายหลังทำสัญญานาย ส. ผิดนัดชำระหนี้และต่อมาถึงแก่ความตาย มีจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นผู้จัดการมรดก และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๑ เป็นทายาทโดยธรรม โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเอ็ดชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และบังคับจำนอง

                   จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๙ ให้การต่อสู้คดีหลายประการ โดยจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                   จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                   พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ให้นาย ส. กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทน และจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานคดีศาลจังหวัดปทุมธานีได้ความว่า โจทก์เคยยื่นฟ้องบุคคลอื่นในมูลให้กู้ยืมเงินอีกหลายคดี พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้เชื่อได้ว่า โจทก์ให้นาย ส. กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนนาย ส. ซึ่งเป็นผู้กู้และอยู่ในฐานะผู้รับบริการนั้น ไม่ปรากฏว่าแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากเงินกู้ที่ได้รับอีกต่อหนึ่ง นาย ส. จึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อนาย ส. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นผู้จัดการมรดก และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๑ เป็นทายาทโดยธรรม จำเลยทั้งสิบเอ็ดจึงสืบสิทธิและอยู่ในฐานะผู้บริโภคด้วยเช่นกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเอ็ดในมูลกู้ยืมเงิน จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

                   วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

 

                                                                   (นางสุวิชา   นาควัชระ)

                                                                     ประธานศาลอุทธรณ์