คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ วัด ม โจทก์
ที่ ๑๖๙/๒๕๖๗ นางสาว ก จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ จำเลยทำสัญญาเช่าห้องชุด กับโจทก์ ๑ ห้อง ตกลงชำระค่าเช่าตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา ภายหลังทำสัญญาจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า ต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยตกลงผ่อนชำระค่าเช่าที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ แต่จำเลยยังคงผิดนัด โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค แต่เนื่องจากจำเลยไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจศาล จึงไม่รับคำฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลชั้นต้นส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ โจทก์ให้จำเลยเช่าห้องชุดโดยเรียกค่าเช่าเป็นค่าตอบแทน อันเป็นการประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ตามปกติทางการค้า ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขาย หมายความรวมถึงการเช่าและให้เช่าด้วย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนจำเลยเป็นผู้เช่าและอยู่ในฐานะผู้ซื้อนั้น จำเลยเช่าห้องชุดจากโจทก์เพื่ออยู่อาศัย ไม่ปรากฏว่าแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากทรัพย์ที่เช่าอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันมีมูลจากสัญญาเช่า จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
นางสุวิชา นาควัชระ
ประธานศาลอุทธรณ์