ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์              การรถไฟแห่งประเทศไทย      โจทก์

ที่ ๑๗๖/๒๕๖๗                                      นาย ก. กับพวก                   จำเลย

                  

โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจซึ่งเป็นประโยชน์แก่กิจการรถไฟรวมทั้งการให้เช่าทรัพย์สิน โจทก์ให้นาย ศ. เช่าที่ดินโดยเรียกค่าเช่าเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของโจทก์ ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขายหมายความรวมถึงการเช่าและให้เช่าด้วย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนนาย ศ. เป็นผู้เช่าและอยู่ในฐานะผู้ซื้อนั้น ทำสัญญาเช่าที่ดินจากโจทก์และก่อสร้างอาคารชั้นเดียวหลายห้องในพื้นที่เช่า พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า นาย ศ. แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง นาย ศ. จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ในฐานะทายาทโดยธรรมของนาย ศ. ในมูลสัญญาเช่าที่ดิน จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

 

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ นาย ศ. ทำสัญญาเช่าที่ดินบริเวณสถานีรถไฟศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ขนาดพื้นที่ ๘๖๘ ตารางเมตร กับโจทก์ มีกำหนด ๓ ปี เพื่อใช้ประโยชน์ตามศักยภาพของพื้นที่ ตกลงชำระค่าเช่าปีละ ๒๖๐,๔๐๐ บาท ยินยอมให้โจทก์ปรับเพิ่มค่าเช่าตามหลักเกณฑ์ของโจทก์ และทำบันทึกต่อท้ายสัญญาตกลงต่อสัญญาเช่าภายหลังครบกำหนดอีก ๓ ครั้ง ภายหลังทำสัญญานาย ศ. สร้างอาคารชั้นเดียวในพื้นที่เช่าหลายห้อง เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่า โจทก์มีหนังสือแจ้งให้นายศักดิ์ชัยต่ออายุสัญญาเช่าอีก ๒ ครั้ง แล้ว แต่นาย ศ.เพิกเฉย และผิดนัดชำระค่าเช่าและค่าภาษีบำรุงท้องที่ แต่ยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์เรื่อยมา โจทก์ทวงถามและบอกเลิกสัญญาแล้ว ต่อมานาย ศ. ได้ถึงแก่ความตายมีจำเลยทั้งสี่เป็นทายาทโดยธรรม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปและส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

                   จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง

                   จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจซึ่งเป็นประโยชน์แก่กิจการรถไฟรวมทั้งการให้เช่าทรัพย์สิน โจทก์ให้นายศักดิ์ชัยเช่าที่ดินโดยเรียกค่าเช่าเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของโจทก์ ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขายหมายความรวมถึงการเช่าและให้เช่าด้วย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนนาย ศ. เป็นผู้เช่าและอยู่ในฐานะผู้ซื้อนั้น ทำสัญญาเช่าที่ดินจากโจทก์และก่อสร้างอาคารชั้นเดียวหลายห้องในพื้นที่เช่าพฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า นาย ศ. แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง นาย ศ. จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ในฐานะทายาทโดยธรรมของนาย ศ. ในมูลสัญญาเช่าที่ดิน จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

                                                     วินิจฉัย ณ  วันที่ ๑๕ เดือน กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๗

 

สุวิชา   นาควัชระ

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์