คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นางสาว ป. โจทก์
ที่ ๔๘๗/๒๕๖๗ บริษัท ฮ. กับพวก จำเลย
จำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์และให้โจทก์เช่าพื้นที่ภายในโครงการ “H.” โดยเรียกค่าเช่าเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขายหมายความรวมถึงการเช่าและให้เช่าด้วย จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าและอยู่ในฐานะผู้ซื้อนั้นเป็นบุคคลธรรมดา แม้จะทำสัญญาเช่าพื้นที่จากจำเลยที่ ๑ เพื่อประกอบกิจการจำหน่ายน้ำผลไม้ปั่น ก็เป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพย์ที่เช่าในการประกอบอาชีพด้วยตนเองเพื่อดำรงชีพและไม่ปรากฏว่าเป็นกิจการขนาดใหญ่ โจทก์จึงเป็นผู้บริโภค เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหายอันมีมูลจากสัญญาเช่า จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งโจทก์ฟ้องให้รับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ นั้น
ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการ จำเลยที่ ๓ เป็นผู้จัดการทั่วไป โจทก์ทำสัญญาเช่าพื้นที่บริเวณชั้น ๒ เนื้อที่ ๘ ตารางเมตร ในโครงการ “H.” กับจำเลยที่ ๑ เพื่อประกอบกิจการจำหน่ายน้ำผลไม้ปั่น กำหนดระยะเวลาเช่า ๑ ปี มีข้อตกลงว่าถ้าไม่มีการผิดสัญญาข้อใด ๆ ผู้ให้เช่าต้องให้ผู้เช่าต่อสัญญาเช่าต่อไป ครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาเช่า จำเลยที่ ๓ แจ้งความประสงค์ไม่ต่อสัญญาเช่ากับโจทก์โดยไม่ชอบ เนื่องจากโจทก์มิได้กระทำผิดข้อสัญญาใด ๆ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภค ตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์และให้โจทก์เช่าพื้นที่ภายในโครงการ “H.” โดยเรียกค่าเช่าเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขายหมายความรวมถึง การเช่าและให้เช่าด้วย จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าและอยู่ในฐานะผู้ซื้อนั้นเป็นบุคคลธรรมดา แม้จะทำสัญญาเช่าพื้นที่จากจำเลยที่ ๑ เพื่อประกอบกิจการจำหน่ายน้ำผลไม้ปั่น ก็เป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพย์ที่เช่าในการประกอบอาชีพด้วยตนเองเพื่อดำรงชีพและไม่ปรากฏว่าเป็นกิจการขนาดใหญ่ โจทก์จึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหายอันมีมูลจากสัญญาเช่า จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งโจทก์ฟ้องให้รับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ นั้น ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
วินิจฉัย ณ วันที่ ๒๘ เดือน พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗
สุวิชา นาควัชระ
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์