คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ บริษัท ฟ. โจทก์
ที่ ๓๑๑/๒๕๖๗ นางสาว น. จำเลย
โจทก์ประกอบธุรกิจให้เช่าแบบลีสซิ่งและให้จำเลยเช่ารถยนต์โดยเรียกค่าเช่าเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขายหมายความรวมถึงการเช่าและให้เช่าด้วย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าและอยู่ในฐานะผู้ซื้อนั้นเป็นบุคคลธรรมดา แม้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท บ. จำกัด แต่จำเลยในฐานะส่วนตัวทำสัญญาเช่ารถยนต์ตามฟ้องซึ่งเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลกับโจทก์ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยใช้รถยนต์ที่เช่าเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของบริษัทดังกล่าว พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่าจำเลยแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากรถยนต์ที่เช่าอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้บริโภค เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคาอันมีมูลจากสัญญาเช่ารถยนต์ จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการให้เช่าแบบลีสซิ่ง จำเลยทำสัญญาเช่าแบบ mySTAR รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน ๗ คน ยี่ห้อ Mercedes – Benz จำนวน ๑ คัน แบ่งเป็นค่าเช่า ๔,๕๕๗,๔๕๐ บาท ที่จำเลยจะต้องชำระเป็นงวดรายเดือน ๖๑ งวด งวดแรก ๗๔๙,๘๕๐ บาท งวดที่ ๒ ถึงงวดที่ ๖๑ งวดละ ๖๓,๔๖๐ บาท และมูลค่าทรัพย์สินที่เช่า เมื่อสิ้นสุดสัญญา ๑,๘๔๙,๖๓๐ บาท รวมมูลค่ารถยนต์ที่เช่าตลอดอายุสัญญาเป็นเงิน ๖,๔๐๗,๐๘๐ บาท ภายหลังทำสัญญา จำเลยชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์เพียง ๒๑ งวด เป็นเงิน ๒,๐๑๙,๐๕๐ บาท แล้วจำเลยแสดงเจตนาขอเลิกสัญญาโดยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าคืนแก่โจทก์และยินยอมให้โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระค่าเสียหายตามมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญา จำเลยตกลงชำระให้แก่โจทก์ ภายหลังโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าออกขายทอดตลาดแล้ว แต่ได้เงินไม่พอชำระหนี้ โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าขาดราคาพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยใช้รถยนต์ที่เช่าตามฟ้องเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจของบริษัท บ. จำกัด และสัญญาเช่ารถยนต์สิ้นสุดลงแล้ว โจทก์เรียกค่าขาดราคา จำเลยจึงไม่มีสถานะเป็นผู้บริโภค
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ประกอบธุรกิจให้เช่าแบบลีสซิ่งและให้จำเลยเช่ารถยนต์โดยเรียกค่าเช่าเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขาย หมายความรวมถึงการเช่าและให้เช่าด้วย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าและอยู่ในฐานะผู้ซื้อนั้นเป็นบุคคลธรรมดา จำเลยในฐานะส่วนตัวทำสัญญาเช่ารถยนต์ตามฟ้องซึ่งเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลกับโจทก์ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยใช้รถยนต์ที่เช่าเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของบริษัท บ. จำกัด ซึ่งประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายขนม ดังที่โจทก์อ้าง พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่าจำเลยแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากรถยนต์ที่เช่าอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคาอันมีมูลจากสัญญาเช่ารถยนต์ จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
วินิจฉัย ณ วันที่ ๒๒ เดือน มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗
สุวิชา นาควัชระ
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์