คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นางพ. โจทก์
ที่ 2/๒๕๖8 บริษัทณ. จำกัด (มหาชน) ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ ๒ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยทั้งสองประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ร่วมกันและก่อสร้างอาคารชุดโครงการ อ. เพื่อขาย โดยโฆษณาว่าจะชำระค่าตอบแทนให้แก่ผู้ซื้อห้องชุดและจะรับซื้อคืนเมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการดังกล่าวกับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๑ ห้อง คือ ห้องชุดเลขที่ ๕๕๙/๑๒ ชั้นที่ ๗ อาคารเลขที่ ๑ ภายหลังโจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแล้ว จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาเช่าทรัพย์สิน สัญญาเช่าสังหาริมทรัพย์ และสัญญารับซื้อคืนห้องชุดดังกล่าวกับโจทก์ โดยให้คำมั่นว่าจะชำระผลตอบแทนให้แก่โจทก์ตามอัตราที่กำหนดและมีข้อตกลงว่าจะรับซื้อห้องชุดคืนจากโจทก์เมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระค่าตอบแทนและไม่รับซื้อห้องชุดคืน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรับซื้อห้องชุดคืนและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดแก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นบุคคลธรรมดาทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยที่ ๑ ในคดีนี้ ๑ ห้อง และปรากฏตามสำนวนคดีของศาลแพ่ง หมายเลขดำที่ ผบE ๓๕๐๘/๒๕๖๗ ซึ่งส่งมาให้วินิจฉัยในคราวเดียวกันว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยที่ ๑ อีก ๑ ห้อง ซึ่งอยู่ติดกัน แม้มีข้อตกลงชำระผลตอบแทนและรับซื้อห้องชุดคืน ก็ถือเป็นวิธีการขายห้องชุดของจำเลยที่ ๑ ให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่าโจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้อง โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ในมูลสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ ๒ ซึ่งโจทก์ฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ รวมกันมาในคดีนี้นั้น ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)
วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค
(นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์)
ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา
ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์