คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นายค. โจทก์
ที่ ๒๘๑/๒๕๖๘ นางสาวณ. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์กับจำเลย ๑ ห้อง เพื่อค้าขายมีกำหนด ๓ ปี ตกลงค่าเช่าเดือนละ ๔๐,๐๐๐ บาท โจทก์วางเงินประกันความเสียหาย ๑๐๐,๐๐๐ บาท ก่อนครบกำหนดสัญญาเช่า จำเลยอ้างว่ามีผู้ร้องเรียนว่าโจทก์ทำให้เกิดเสียงดังจึงขับไล่โจทก์ออกจากทรัพย์ที่เช่า โจทก์ตรวจสอบพบว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ที่เช่าจึงเกรงว่าจะถูกเจ้าของทรัพย์ดำเนินคดี โจทก์จึงรีบขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนแก่จำเลย โจทก์ทวงถามให้จำเลยคืนเงินประกันการเช่าและชำระค่าเสียหายแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินประกันการเช่าและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์เช่าอาคารพาณิชย์จากจำเลยเพื่อประกอบกิจการค้าขายอาหาร คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยให้โจทก์เช่าอาคารพาณิชย์โดยเรียกค่าเช่าเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตนซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขายหมายความรวมถึงการเช่าและให้เช่าด้วย จำเลยจึงอยู่ในฐานะผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าและอยู่ในฐานะผู้ซื้อนั้น แม้จะเช่าอาคารพาณิชย์จากจำเลยเพื่อประกอบกิจการค้าขายอาหารก็เป็นการใช้ประโยชน์ทรัพย์ที่เช่าด้วยตนเองในการประกอบอาชีพเพื่อดำรงชีพ และไม่ปรากฏว่าเป็นกิจการค้าขนาดใหญ่ โจทก์จึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยอันมีมูลจากสัญญาเช่า จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค
(นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์)
ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา
ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์