คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นิติบุคคลอาคารชุด ค. กับพวกรวม ๓ คน โจทก์
ที่ ๒๓๑/๒๕๖๘ นางสาวช. กับพวกรวม ๒ คน จำเลย
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ เป็นนิติบุคคลอาคารชุด มีวัตถุประสงค์จัดการและดูแลทรัพย์สินส่วนกลางให้แก่เจ้าของร่วมในอาคารชุดของโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ มีโจทก์ที่ ๓ เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างของบริษัททรัพย์สินจ. จำกัด ซึ่งเป็นผู้บริหารกิจการนิติบุคคลอาคารชุด โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ เปิดบัญชีเงินฝากกับจำเลยที่ ๒ โดยให้โจทก์ที่ ๓ เป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนเงินออกจากบัญชี จำเลยที่ ๑ ปลอมลายมือชื่อโจทก์ที่ ๓ ในใบคำขอถอนเงินและใบมอบฉันทะเพื่อถอนเงินจากบัญชีโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ หลายครั้ง ด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๒ ไม่ตรวจสอบลายมือชื่อโจทก์ที่ ๓ และให้จำเลยที่ ๑ เบิกถอนเงินออกจากบัญชีโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสาม
จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ
จำเลยที่ ๒ ให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) หรือ (๒) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๒ ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์และรับเปิดบัญชีเงินฝากจากโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ตามทางการค้าปกติของตน โดยจำเลยที่ ๒ ย่อมนำเงินฝากไปหาประโยชน์ตามประเพณีธนาคารได้ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ เป็นผู้ฝากเงินและเป็นนิติบุคคลอาคารชุด ซึ่งตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๓๓ วรรคสอง บัญญัติให้โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง และมาตรา ๓๙ บัญญัติให้โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ อาจใช้สิทธิของเจ้าของร่วมครอบไปถึงทรัพย์ส่วนกลางทั้งหมดในการต่อสู้บุคคลภายนอกหรือเรียกร้องเอาทรัพย์คืนเพื่อประโยชน์ของเจ้าของร่วมทั้งหมดได้ การฟ้องเรียกค่าเสียหายของโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ จึงเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเพื่อประโยชน์แก่เจ้าของร่วม โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้รับบริการจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๒ ชำระหนี้ในมูลฝากทรัพย์ จึงเป็นคดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคพ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)สำหรับจำเลยที่ ๑ ซึ่งโจทก์ทั้งสามฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๒ นั้น ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)
วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค
(นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์)
ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา
ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์