ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                   นางภ.                                                      โจทก์

ที่  ๒๔๑/๒๕๖๘                                       นายว.  กับพวกรวม ๒ คน                                   จำเลย

                      โจทก์ฟ้องว่า นายธ. กู้ยืมเงินจากโจทก์ ๔๑๐,๐๐๐ บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี โดยจดทะเบียนจำนองห้องชุดเป็นประกันการชำระหนี้และให้ถือเอาสัญญาจำนองเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงิน ภายหลังทำสัญญานายธ. ผิดนัดและต่อมาถึงแก่ความตาย มีจำเลยที่ ๑ เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๒ เป็นภริยาและผู้จัดการมรดก โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์และบังคับจำนอง

                   จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                   จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                    พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ให้นายธ. เงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนและให้จดทะเบียนจำนองห้องชุดเป็นประกันอันเป็นวิธีปฏิบัติของผู้ประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงินดำเนินการ และได้ความตามที่โจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นประกอบสำเนาเอกสารแนบท้ายคำแถลงว่า โจทก์ให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินอีกหลายราย พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้เชื่อได้ว่า โจทก์ให้นายธ. กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนนายธ. ซึ่งเป็นผู้กู้นั้น ไม่ปรากฏว่าแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากเงินกู้ที่ได้รับอีกต่อหนึ่ง นายธ. จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อนายธ. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๑ เป็นทายาทโดยธรรม จำเลยที่ ๒ เป็นทายาทโดยธรรมและผู้จัดการมรดก จำเลยทั้งสองจึงเป็นผู้สืบสิทธิและอยู่ในฐานะผู้บริโภคเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองในมูลกู้ยืมเงินและบังคับจำนอง จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค

 

(นายอดิศักดิ์   ตันติวงศ์)

ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา

ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์