ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                   บริษัทม. จำกัด                                               โจทก์

ที่  ๒๔๒/๒๕๖๘                                        นายด.  กับพวกรวม ๒ คน                              จำเลย

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยรถบรรทุก (โม่ปูน) ยี่ห้อน. หมายเลขทะเบียน xx - xxxx กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดใช้ชื่อว่าบริษัทน. จำกัด ระหว่างระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ ๑ ขับรถบรรทุกที่โจทก์รับประกันภัยโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ ๒ ด้วยความประมาทเลินเล่อ ใช้ความเร็วสูง ไม่เว้นระยะห่างจากรถยนต์คันหน้าในระยะที่สามารถหยุดรถได้ เป็นเหตุให้ชนท้ายรถยนต์คันหน้าและรถยนต์คันหน้าพุ่งไปชนรถยนต์ที่อยู่ด้านหน้าต่อเนื่องกันไปอีกหลายคัน หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของจำเลยที่ ๑ พบว่าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดซึ่งตามกรมธรรม์ประกันภัยมีข้อยกเว้นให้โจทก์ไม่ต้องรับผิด แต่โจทก์จะยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกไม่ได้ ต่อมาโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกไปและทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระคืนแก่โจทก์แล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยที่ ๒ ให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                   พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ประกอบธุรกิจประกันภัยและรับประกันภัยรถยนต์ของจำเลยที่ ๒ โดยเรียกค่าเบี้ยประกันภัยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยนั้นเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร จำเลยที่ ๒ เอาประกันภัยรถบรรทุกกับโจทก์เพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการค้า อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๒ จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๒ ชำระค่าเสียหายในมูลสัญญาประกันภัย โดยให้จำเลยที่ ๑ ร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)

วินิจฉัยว่า ไม่เป็นคดีผู้บริโภค

(นายอดิศักดิ์   ตันติวงศ์)

ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา

ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์