ค้นหาคำวินิจฉัย

 

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ที่  436/๒๕๖8                                                                              

 

 

                   นางสาวย.                                                                                                                             โจทก์

บริษัทค.จำกัด ที่ ๑กับพวกรวม 2 คน                                                                                                  จำเลย

                    โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างอาคารชุดโครงการดี คอนโดรามคำแหง เพื่อจำหน่ายแก่ประชาชน จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลอาคารชุดโครงการดังกล่าว มีหน้าที่บริหารจัดการอาคารชุดโดยเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลางจากเจ้าของร่วมโจทก์ซื้อห้องชุดในโครงการดังกล่าวจากจำเลยที่ ๑ จำนวน ๒ ห้อง ต่อมาประมาณปี ๒๕๕๘เกิดปัญหาน้ำท่วมในห้องน้ำและห้องอาบน้ำภายในห้องชุดของโจทก์ โจทก์พบว่าปัญหาเกิดจากจำเลยที่ ๑ วางระบบระบายน้ำเสียไม่ได้มาตรฐานและจำเลยที่ ๒ ปล่อยปละละเลยไม่ดูแลรักษาท่อระบายน้ำทิ้ง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหาย
พร้อมดอกเบี้ยและแก้ไขความชำรุดบกพร่องตามฟ้องแก่โจทก์

 

                   จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

 

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาขายห้องชุดแก่โจทก์โดยเรียกค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นนิติบุคคลอาคารชุดตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ มีหน้าที่จัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางอาคารชุดตามฟ้องโดยเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลางจากเจ้าของห้องชุดเป็นค่าตอบแทน จำเลยทั้งสองจึงเป็น
ผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อนั้นแม้โจทก์ซื้อห้องชุดตามฟ้องเพียง ๒ ห้อง แต่ได้ความตามคำร้องขอให้วินิจฉัยคดีพร้อมสำเนาหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเอกสารแนบท้ายคำร้องปรากฏว่า โจทก์ซื้อห้องชุดในโครงการเดียวกันกับคดีนี้รวม ๑๐ ห้อง ซึ่งเกินกว่าความจำเป็นในการใช้อยู่อาศัย พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้
ส่อแสดงว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้อง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้อันมีมูลจากสัญญาซื้อขายและการรับบริการตามฟ้อง 
จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา 3 (2)ถึง (4)

                    วินิจฉัยว่า ไม่เป็นคดีผู้บริโภค

 

(นายอดิศักดิ์   ตันติวงศ์)

ประธานศาลอุทธรณ์