ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ                      นางจ.                                            โจทก์

ที่  ๒๕๐/๒๕๖๘                                          บริษัทซ. จำกัด                              จำเลย

                                                บริษัทอ.                                           จำเลยร่วม

              โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบกิจการตัวแทนนายหน้าและรับเป็นตัวแทนนายหน้าของบริษัท.อ จำกัด ในการโฆษณาและเสนอขายห้องชุดโครงการช. หรือร. จำเลยนำเสนอข้อมูลและเอกสารเกี่ยวกับภาระผูกพันของที่ดินที่ตั้งโครงการ การทำบัญชีสำรองค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างโครงการ และสถานะทางการเงินของเจ้าของโครงการอันเป็นเท็จ เป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อคำโฆษณาและการชี้ช่องของจำเลยจึงตัดสินใจทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเลขที่ ๑ A-S ในโครงการดังกล่าว ต่อมาโครงการดังกล่าวไม่สามารถก่อสร้างให้แล้วเสร็จและถูกทิ้งร้างเพราะขาดสภาพคล่องทางการเงินจากการปกปิดข้อเท็จจริงของจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกบริษัทอ. จำกัด  เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยประกอบธุรกิจตัวแทนนายหน้าและเป็นตัวแทนนายหน้าของบริษัทอ. จำกัด โฆษณาและเสนอขายห้องชุดแก่โจทก์โดยเรียกค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็น   ผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเพียง ๑ ห้อง แม้มีข้อตกลงให้นำห้องชุดดังกล่าวไปประกอบกิจการโรงแรมแล้วชำระค่าตอบแทนแก่โจทก์ ก็ถือเป็นวิธีการขายห้องชุดให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ประกอบธุรกิจให้เช่าห้องชุด พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้องอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายอันมีมูลจากการโฆษณาและชี้ช่องให้เข้าสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยร่วมซึ่งศาลหมายเรียกเข้ามาในคดีภายหลังที่มีการฟ้องคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๒๑

                   วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค

(นายอดิศักดิ์   ตันติวงศ์)

ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา

ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์