คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นายภ. โจทก์
ที่ ๒๕๑/๒๕๖๘ นางส. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า นางสาวก. ประกอบกิจการให้กู้ยืมเงิน จำเลยประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์ จำเลยกู้ยืมเงินจากนางสาวก. หลายครั้ง ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ต่อมาจำเลยทำบันทึกข้อตกลงสองฉบับรับว่าจำเลยเป็นหนี้กู้ยืมเงินนางสาวก. ๘๔,๖๒๒,๔๕๐ บาท ตกลงชำระหนี้และโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินแทนการชำระหนี้บางส่วนให้แก่นางสาวก. หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ซึ่งมีนางสาวก. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ตามจำนวนและวิธีการที่กำหนดไว้ ภายหลังทำบันทึกข้อตกลงจำเลยผิดนัดชำระหนี้ ต่อมานางสาวก. ในฐานะส่วนตัวและในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. โอนสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับหนี้ของจำเลยตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยและทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินตามบันทึกข้อตกลงและชำระหนี้ดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำเลยนำเงินที่กู้ยืมไปใช้ในกิจการ คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า นางสาวก. ในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ให้จำเลยกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน นางสาวก. จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ดังกล่าวมีต่อจำเลย โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิและอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกับเจ้าหนี้เดิม ส่วนจำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำเลยกู้ยืมเงินจำนวนมากจากนางสาวก. ส่อแสดงว่านำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงอันมีมูลจากการกู้ยืมเงิน จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)
วินิจฉัยว่า ไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์)
ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา
ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์