คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย ส ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน โจทก์
ที่ ๒๕๒/๒๕๖๗ นาง ก ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน จำเลย
จำเลยที่ ๒ ประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงินโดยโฆษณาผ่านแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กและติดต่อให้โจทก์ทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินจากจำเลยที่ ๑ รวมทั้งรับชำระหนี้ อันเป็นการให้บริการทางการเงินแก่โจทก์ทั้งสองโดยเรียกดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่นใดเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๒ จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับบริการนั้นเป็นบุคคลธรรมดา ไม่ปรากฏว่าแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์ทั้งสองจึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๒ อันมีมูลจากการให้บริการทางการเงิน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ให้กู้นั้น แม้อ้างว่าไม่ได้ประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน แต่การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ ๑ รวมกันมาในคดีนี้ ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยทั้งสองประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน โดยจำเลยที่ ๒ โฆษณาให้กู้ยืมเงินผ่านแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก ชื่อบัญชี “น้องเล็กรับจำนอง ขายฝากบ้าน ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์” โจทก์ทั้งสองติดต่อกับจำเลยที่ ๒ เพื่อขอกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ ๑ จำนวน ๒,๑๐๐,๐๐๐ บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสองเป็นประกันการชำระหนี้ จำเลยทั้งสองหักดอกเบี้ยล่วงหน้า ๓๐๐,๐๐๐ บาท และส่งมอบเงินให้แก่โจทก์เพียง ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ มอบหมายให้จำเลยที่ ๒ เป็นผู้รับชำระหนี้แทน ภายหลังทำสัญญาโจทก์ทั้งสองโอนเงินชำระหนี้เงินกู้ยืมเข้าบัญชีธนาคารชื่อจำเลยที่ ๒ รวม ๘ ครั้ง เป็นเงิน ๑,๙๒๔,๐๐๐ บาท ต่อมาโจทก์ทั้งสองต้องการชำระหนี้ส่วนที่เหลือเพื่อไถ่ถอนจำนอง แต่จำเลยทั้งสองปฏิเสธโดยอ้างว่า เงินที่ได้รับชำระจากโจทก์ทั้งสองต้องนำไปหักชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒ ต่อเดือน ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรับชำระหนี้เงินต้นที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยตามอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นเงิน ๒๕๑,๑๘๓ บาท จากโจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง
จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงินและไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๒ ในการให้โจทก์ทั้งสองกู้ยืมเงิน จำเลยที่ ๑ ไม่เคยได้รับชำระหนี้เงินกู้ยืมเงินจากโจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ ๒ ให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า จำเลยที่ ๒ ประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงินโดยโฆษณาผ่านแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก ขอให้ยกฟ้อง
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๒ ประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงินโดยโฆษณาผ่านแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กและติดต่อให้โจทก์ทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินจากจำเลยที่ ๑ รวมทั้งรับชำระหนี้ อันเป็นการให้บริการทางการเงินแก่โจทก์ทั้งสองโดยเรียกดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่นใดเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๒ จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับบริการนั้นเป็นบุคคลธรรมดา ไม่ปรากฏว่าแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์ทั้งสองจึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๒ อันมีมูลจากการให้บริการทางการเงิน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ให้กู้นั้น แม้อ้างว่าไม่ได้ประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน แต่การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ ๑ รวมกันมาในคดีนี้ ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
วินิจฉัย ณ วันที่ ๑ เดือน มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗
สุวิชา นาควัชระ
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์