คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ บริษัทส. จำกัด โจทก์
ที่ ๒๕๔/๒๕๖๘ บริษัทว. จำกัด จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง เดิมจำเลยทำสัญญาใช้บัตรสตาร์การ์ดกับบริษัทช. จำกัด เพื่อนำไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการแทนเงินสดที่สถานีบริการน้ำมันที่กำหนดไว้ บริษัทช. จำกัด จะจัดทำใบแจ้งยอดการใช้จ่ายส่งไปให้แก่จำเลยเพื่อเรียกเก็บเงิน และจำเลยตกลงชำระหนี้คืนแก่โจทก์ตามวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญา ภายหลังทำสัญญา จำเลยนำบัตรสตาร์การ์ดไปซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากสถานีบริการน้ำมันเพื่อนำไปใช้กับรถยนต์ในกิจการของจำเลยแล้วผิดนัดชำระหนี้ ต่อมาโจทก์รับโอนกิจการของบริษัท.ช จำกัด รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลย โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องและทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า บริษัทช. จำกัด ประกอบกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงและออกบัตรสตาร์การ์ดให้แก่จำเลยเพื่อนำไปชำระค่าสินค้าและบริการที่สถานีบริการน้ำมันของโจทก์แทนเงินสด บริษัทช. จำกัด จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ โจทก์ประกอบกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงและเป็นผู้รับโอนกิจการรวมถึงสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ดังกล่าว โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิและอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกันกับเจ้าหนี้เดิม ส่วนจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบกิจการค้าแสวงหากำไร จำเลยใช้บัตรสตาร์การ์ดซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากสถานีบริการน้ำมันที่กำหนดเพื่อนำไปใช้กับรถยนต์ในกิจการของจำเลย อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันมีมูลจากการใช้บัตรสตาร์การ์ด จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)
วินิจฉัยว่า ไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์)
ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา
ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์