ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                    นายส.                                                               โจทก์

ที่  ๒๗๓/๒๕๖๘                                         บริษัทบ. จำกัด (มหาชน)                                        จำเลย

                    โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการ ด. กับจำเลย ๑ ห้อง ราคา ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยให้สิทธิประโยชน์เป็นส่วนลดพิเศษ ๗๒๐,๐๐๐ บาท ภายหลังทำสัญญาโจทก์ชำระค่าห้องชุดครบถ้วนและรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดจากจำเลยแล้ว ต่อมาจำเลยขอขยายระยะเวลารับซื้อห้องชุดคืนโดยตกลงชำระสิทธิประโยชน์ทดแทนแก่โจทก์แต่จำเลยผิดนัดโจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามฟ้องคืนจากโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าสิทธิประโยชน์ส่วนลดพิเศษและค่าห้องชุดพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์หากจำเลยไม่ดำเนินการขอให้ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                   โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นบุคคลธรรมดา แม้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยในคดีนี้เพียง ๑ ห้อง แต่ได้ความจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานคดีศาลอุทธรณ์ว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการอื่นอีก ๒ ห้อง รวมเป็นห้องชุด ๓ ห้อง เกินความจำเป็นในการใช้อยู่อาศัย เมื่อมีข้อตกลงให้จำเลยรับซื้อห้องชุดคืนและชำระสิทธิประโยชน์ส่วนลดพิเศษ พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)

                   วินิจฉัยว่า ไม่เป็นคดีผู้บริโภค

 

(นายอดิศักดิ์   ตันติวงศ์)

ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา

ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์