ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                    นายอ.                                                  โจทก์

ที่  ๓๐๑/๒๕๖๘                                         บริษัทน. จำกัด กับพวกรวม ๒ คน              จำเลย

               โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการให้เช่าที่พักซ. มีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์ทำสัญญาเช่าวิลล่าในโครงการดังกล่าวกับจำเลยทั้งสองมีกำหนด ๖ เดือน โจทก์ชำระเงินค่ามัดจำและค่าเช่าล่วงหน้าให้แก่พนักงานของจำเลยทั้งสองแล้ว โดยโจทก์ได้รับหลักฐานการเช่าและใบเสร็จรับเงินแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ให้โจทก์เข้าพักในวิลล่าดังกล่าวตามสัญญาโดยแจ้งว่าพนักงานจำเลยทั้งสองที่รับเงินค่าเช่าจากโจทก์ถูกเลิกจ้างไปแล้ว โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองคืนเงินแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนเงินและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง และจำเลยที่ ๑ ฟ้องแย้งว่า โจทก์เข้าพักวิลล่าเป็นเวลา ๖ วัน โดยไม่ชำระค่าเช่า ขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเช่าพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ ๑

                   จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                  พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการให้เช่าที่พักและโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๑ ตกลงให้โจทก์เช่าวิลล่าโดยเรียกค่าเช่าเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขายหมายความรวมถึงการเช่าและให้เช่าด้วย จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจึงอยู่ในฐานะผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนโจทก์เป็นผู้เช่าและอยู่ในฐานะผู้ซื้อนั้นเป็นบุคคลธรรมดา ไม่ปรากฏว่าแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงเป็นผู้บริโภค ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ในมูลสัญญาเช่า จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ส่วนจำเลยที่ ๒ ซึ่งโจทก์ฟ้องให้ร่วมรับผิดในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนนั้น ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓) สำหรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองซึ่งยื่นภายหลังที่มีการฟ้องคดีนี้ เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๒๑

                   วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค

 

(นายอดิศักดิ์   ตันติวงศ์)

ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา

ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์