คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย ว. โจทก์
ที่ ๓๑๗/๒๕๖๗ นาย ธ. ที่ ๑ กับพวก จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีจำเลยที่ ๑ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๙ ต่อปี โดยจำเลยที่ ๑ สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้าให้ไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ หากจำเลยที่ ๑ ผิดนัด จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในโครงการ T. จำนวน ๑ ยูนิต ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้แทน ต่อมาได้ตกลงกันขยายกำหนดเวลาคืนต้นเงินกู้พร้อมส่งมอบเช็ค เงื่อนไขอื่นคงเดิม เมื่อครบกำหนดชำระหนี้ โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ ๒ โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามฟ้องให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๒ ไม่ปฏิบัติขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ ๒
จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงิน คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินแม้มีการเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทน แต่จำเลยที่ ๑ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร และจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานคดีได้ความว่า จำเลยที่ ๑ ถูกผู้ให้กู้รายอื่นฟ้องร้องในมูลผิดสัญญากู้ยืมเงินอีกหลายคดี พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินจากโจทก์เพื่อนำไปใช้ในกิจการของจำเลยที่ ๒ อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากเงินกู้ยืมที่ได้รับอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้บริโภค แม้โจทก์ประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงินและให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์และจำเลยที่ ๑ ก็ไม่มีนิติสัมพันธ์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคต่อกัน ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ในมูลกู้ยืมเงิน โดยให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์