ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์     นางสาว ส.                                             โจทก์

ที่ ๓๒๑/๒๕๖๗                            บริษัท บ. ที่ ๑ กับพวก                              จำเลย

                   โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ในโครงการ C. กับจำเลยทั้งสาม ๑ ห้อง จำเลยทั้งสามตกลงว่าจะนำห้องชุดออกบริหารจัดการและจะชำระผลตอบแทนให้แก่โจทก์ตามอัตราที่กำหนดไว้ ภายหลังทำสัญญาโจทก์ชำระราคาห้องชุดครบถ้วนและรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวแล้วจดจำนองไว้กับธนาคาร แต่จำเลยทั้งสามไม่บริหารจัดการห้องชุดและชำระผลตอบแทนตามคำโฆษณา และโจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยทั้งสามไม่ก่อสร้างโครงการให้ตรงตามคำโฆษณาและไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาจะซื้อจะขาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายห้องชุดระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสาม ให้จำเลยทั้งสามคืนเงินค่าห้องชุดและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แล้วจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามฟ้องคืนไป หากไม่สามารถดำเนินการได้ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

              จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ซื้อห้องชุดเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจ คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                   จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                  พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยทั้งสามร่วมกันโฆษณาและทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดแก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยทั้งสามจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเพียง ๑ ห้อง แม้มีคำโฆษณาว่าจะให้นำห้องชุดออกบริหารจัดการและจะชำระเงินผลตอบแทนแก่โจทก์ ก็ถือเป็นวิธีการขายห้องชุดของจำเลยทั้งสามให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ประกอบธุรกิจซื้อขายหรือให้เช่าห้องชุด พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่าโจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้อง โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามอันมีมูลจากสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

                    วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

 

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์