คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นางสาวว. โจทก์
ที่ ๓๒๑/๒๕๖๘ บริษัทส. จำกัด จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และออกหุ้นกู้เสนอขายแก่ประชาชนเพื่อระดมเงินทุนไปใช้ในการประกอบกิจการ โจทก์มอบหมายให้ตัวแทนซื้อหุ้นกู้ของจำเลยเป็นเงิน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา ก่อนครบกำหนดไถ่ถอน จำเลยไม่อาจชำระเงินค่าหุ้นกู้คืนได้จึงเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อขอขยายระยะเวลาไถ่ถอน โดยจำเลยจะชำระค่าตอบแทน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท และทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการ ว. ของจำเลย รวม ๖ ห้อง ราคาประมาณ ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ มีข้อตกลงว่าหากจำเลยไม่ไถ่ถอนหุ้นกู้คืนภายในกำหนด จำเลยตกลงให้ห้องชุดทั้งหมดตกเป็นของโจทก์ เมื่อครบกำหนดไถ่ถอน จำเลยไม่ไถ่ถอนหุ้นกู้คืน โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งหมดแก่โจทก์แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามฟ้องแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หรือชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบกิจการค้าแสวงหากำไร จำเลยเสนอขายหุ้นกู้แก่โจทก์และประชาชนทั่วไปเพื่อระดมเงินทุนไปใช้ในการประกอบกิจการ จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์แม้เป็นบุคคลธรรมดา แต่โจทก์ลงทุนซื้อหุ้นกู้จำนวนมากจากจำเลยโดยหวังผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยตลอดอายุหุ้นกู้ ทั้งปรากฏว่าจำเลยชำระค่าตอบแทนและทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดแก่โจทก์ รวม ๖ ห้อง พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ในมูลสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดตามฟ้องจึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)
วินิจฉัยว่า ไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์)
ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา
ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์