คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นายส. โจทก์
ที่ ๓๓๙/๒๕๖๘ บริษัทณ. จำกัด กับพวกรวม ๓ คน จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเป็นบริษัทในเครือเดียวกันกับจำเลยที่ ๓ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการ ณ. กับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๑ ห้อง มีข้อตกลงว่าจำเลยที่ ๑ จะชำระผลตอบแทนตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญาแก่โจทก์ ภายหลังโจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาเช่าทรัพย์สินกับโจทก์ ตกลงชำระค่าตอบแทนการเช่าแก่โจทก์ ภายหลังทำสัญญาจำเลยทั้งสามผิดนัดไม่ชำระค่าตอบแทน โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดแก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้จะซื้อนั้น แม้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยที่ ๑ในคดีนี้เพียง ๑ ห้อง แต่ได้ความจากคำร้องขอให้วินิจฉัยคดีพร้อมเอกสารแนบท้ายว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการอื่นของบริษัทในเครือเดียวกันอีก ๑ ห้อง และจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานคดีศาลอุทธรณ์ได้ความว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการอื่นอีก ๑ ห้อง ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบE ๑๒๑๙/๒๕๖๗ ของศาลชั้นต้น รวมเป็นห้องชุด ๓ ห้อง ซึ่งเกินกว่าความจำเป็นในการใช้อยู่อาศัย เมื่อมีข้อตกลงให้ชำระค่าตอบแทนการเช่า พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้ในมูลผิดสัญญา จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)
วินิจฉัยว่า ไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์)
ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา
ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์