คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นายถ. โจทก์
ที่ ๓๖๙/๒๕๖๘ บริษัทม. จำกัด กับพวกรวม ๑๓ คน จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตรา มีจำเลยที่ ๑๒ และที่ ๑๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนและผู้ถือหุ้น จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ถึงที่ ๖ ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ ๓ ประกอบการธนาคาร เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ โจทก์ถูกมิจฉาชีพหลอกลวงว่า มีบุคคลนำชื่อโจทก์ไปเปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารก. จำกัด (มหาชน) และมีเงินหมุนเวียนในบัญชีจำนวนมาก โจทก์จะต้องถูกสอบสวนดำเนินคดี มิจฉาชีพให้โจทก์โอนเงินให้ตรวจสอบหากไม่มีความผิดจะโอนเงินคืนให้ โจทก์หวาดกลัวและหลงเชื่อจึงเปิดบัญชีเงินฝากและฝากเงินกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ตามที่ได้รับแจ้งจากมิจฉาชีพ ต่อมาเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ดังกล่าวถูกโอนไปยังบัญชีของจำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๑ ซึ่งเป็นบัญชีม้าที่เปิดไว้กับจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ เป็นทอด ๆ และเงินถูกโอนต่อไปยังบัญชีของจำเลยที่ ๑ ที่เปิดไว้กับจำเลยที่ ๔ การกระทำของจำเลยทั้งสิบสามทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบสามชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ที่ ๑๒ และที่ ๑๓ ให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๙ และที่ ๑๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ
จำเลยที่ ๕ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๒ ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ส่วนจำเลยที่ ๓ ประกอบกิจการธนาคาร จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เปิดบัญชีเงินฝากให้แก่โจทก์อันการเป็นการดำเนินธุรกิจตามทางการค้าปกติของตน โดยได้รับประโยชน์จากการนำเงินฝากไปบริหารจัดการเพื่อผลตอบแทนต่อไป จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ โดยมีโจทก์เป็นผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ชำระค่าเสียหายอันมีมูลคดีสืบเนื่องมาจากการให้บริการ จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ถึงที่ ๑๓ ที่โจทก์ฟ้องให้ร่วมรับผิดรวมกันมาในคดีนี้นั้นถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันจึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)
วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค
(นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์)
ประธานศาลอุทธรณ์