คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ พันตำรวจตรีน. กับพวกรวม ๒ คน โจทก์
ที่ ๓๘๕/๒๕๖๘ นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ท. กับ พวกรวม ๗ คน จำเลย
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทหมู่บ้านจัดสรรมีวัตถุประสงค์เพื่อรับโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะของโครงการหมู่บ้านจัดสรร จัดการ ดูแล และบำรุงรักษาเพื่อประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกหมู่บ้านจัดสรรมีจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๗ เป็นกรรมการ โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในหมู่บ้านจำเลยที่ ๑ เดิมถนนสายหลักในหมู่บ้านมีความกว้าง ๑๒ เมตร รถยนต์สามารถเดินรถสวนทางกันได้ตามปกติ แต่จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันติดตั้งป้ายจราจรและตีเส้นจราจรบนถนนสายหลักและถนนซอยย่อยบริเวณสวนสาธารณะในหมู่บ้านเพื่อเปลี่ยนแปลงการเดินรถ เป็นเหตุให้มีปริมาณรถจำนวนมากบริเวณสวนสาธารณะ ทำให้โจทก์ทั้งสองและเจ้าของร่วมอื่นเสื่อมความสะดวก เกิดความไม่ปลอดภัยในการใช้สวนสาธารณะและได้รับความเสียหายขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดยกเลิกและรื้อถอนป้ายจราจร เส้นจราจร คำสั่งบังคับการจราจรและดำเนินการแก้ไขให้การจราจรบนถนนสายหลักและถนนซอยย่อยกลับสู่สภาพเดิมกับให้ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง
จำเลยทั้งเจ็ดให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ จำเลยที่ ๑ จึงมีหน้าที่ดูแลรักษาหมู่บ้านและทรัพย์ส่วนกลางให้อยู่ในสภาพที่เจ้าของร่วมในหมู่บ้านดังกล่าวจะใช้ประโยชน์ได้ดีตลอดเวลา ซึ่งมีลักษณะเป็นการรับจัดทำการงานให้แก่เจ้าของร่วมในหมู่บ้าน เมื่อมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลางจากเจ้าของร่วมเป็นค่าตอบแทน จำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ทั้งสองเป็นสมาชิกของจำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ อันมีมูลจากการให้บริการตามฟ้อง จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๗ ซึ่งโจทก์ทั้งสองฟ้องให้ร่วมรับผิดในฐานะกรรมการของจำเลยที่ ๑ ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)
วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค
(นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์)
ประธานศาลอุทธรณ์