คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ บรรษัทป. โจทก์
ที่ ๓๙๓/๒๕๖๘ บริษัทศ. จำกัด กับพวกรวม ๓ คน จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม พ.ศ. ๒๕๓๔ มีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือภารธุระอุตสาหกรรมขนาดย่อมให้ได้รับสินเชื่อจากสถาบันการเงินจำนวนมากขึ้น จำเลยที่ ๑ ขอสินเชื่อธุรกิจจากธนาคารก. จำกัด (มหาชน) โดยมีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กับนายพ. ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ แต่มูลค่าหลักประกันของจำเลยที่ ๑ ไม่เพียงพอ จำเลยที่ ๑ จึงขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาสินเชื่อธุรกิจของจำเลยที่ ๑ ที่มีต่อธนาคาร โดยจำเลยที่ ๑ ตกลงชำระค่าธรรมเนียมตามอัตราที่โจทก์กำหนด ต่อมาจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้ ธนาคารยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามและนายพ. กับขอให้โจทก์จ่ายค่าประกันชดเชยตามหนังสือค้ำประกัน โจทก์ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารครบถ้วน จำเลยทั้งสามและนายพ. ทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์แล้วผิดนัดชำระหนี้ ส่วนนายพ. ถูกศาลล้มลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์เด็ดขาด โจทก์ยื่นขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายและทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้แล้วแต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ
จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันสินเชื่อธุรกิจให้แก่ธนาคารก. จำกัด (มหาชน) ตามคำขอของจำเลยที่ ๑ อันเป็นกิจการที่อยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ โดยโจทก์ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นค่าธรรมเนียมค้ำประกัน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร จำเลยที่ ๑ ขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันเพื่อใช้ในการประกอบกิจการค้า อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่งจำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้อันมีมูลจากการที่โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันสินเชื่อแก่จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)
วินิจฉัยว่า ไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์)
ประธานศาลอุทธรณ์