คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด บ. โจทก์
ที่ ๔๘/๒๕๖๗ บริษัท ม. จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์ จำเลยที่ ๒ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการค้าขายรถยนต์ โจทก์จองรถยนต์ยี่ห้อ ม. กับจำเลยที่ ๒ จำนวน ๑ คัน โจทก์ชำระเงินดาวน์ให้แก่จำเลยที่ ๒ และทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวกับจำเลยที่ ๑ ตกลงชำระค่าเช่าซื้อตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญา ภายหลังทำสัญญาโจทก์รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อจากจำเลยที่ ๒ แล้ว ปรากฏว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อชำรุดบกพร่องเครื่องยนต์วูบและดับ กระจกปรับลดลงโดยอัตโนมัติสมองกลเครื่องยนต์ช็อต ระบบไฟฟ้าทำงานไม่เต็มที่แผงหน้าปัดเรือนไมล์ดับ โจทก์ไม่สามารถใช้รถยนต์ได้อย่างปกติสุขและอาจได้รับอันตรายจากรถยนต์ที่เช่าซื้อในอนาคต โจทก์จึงขอคืนรถยนต์ดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสองและเรียกให้จำเลยทั้งสองคืนเงินค่ารถยนต์และค่าใช้จ่ายที่โจทก์ชำระไปแต่จำเลยที่ ๑ กลับบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและรับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนไปโดยไม่ชอบ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินที่รับไว้พร้อมค่าขาดประโยชน์และดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ (๒) คดีแพ่งตามกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการให้เช่าซื้อรถยนต์ จำเลยที่ ๒ ประกอบกิจการค้าขายรถยนต์ โจทก์จองรถยนต์กับจำเลยที่ ๒ ตามฟ้องและจำเลยที่ ๑ ให้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์โดยเรียกค่าเช่าซื้อเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน จำเลยทั้งสองจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อนั้นเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร โจทก์จองรถยนต์จากจำเลยที่ ๒ โดยทำสัญญาเช่าซื้อกับจำเลยที่ ๑ เพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการอันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน ส่วนที่โจทก์อ้างว่ารถยนต์ตามฟ้องเกิดความชำรุดบกพร่องหลายประการรถยนต์ดังกล่าวเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัยจึงเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๔ แต่ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการกล่าวอ้างว่ารถยนต์ดังกล่าวมีความชำรุดบกพร่องไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ตามวัตถุประสงค์เท่านั้น ซึ่งคำว่า “ความเสียหาย” ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวไม่หมายรวมถึงความเสียหายต่อตัวสินค้าที่ไม่ปลอดภัยนั้นและไม่หมายรวมความกังวลถึงความเสี่ยงในการใช้สินค้าดังกล่าว ดังนั้น โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินพร้อมค่าขาดประโยชน์อันมีมูลจากการจองและเช่าซื้อรถยนต์ตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคพ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในศาลฎีกา
ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์