ค้นหาคำวินิจฉัย

 

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                บริษัท ม.                                        โจทก์

ที่  ๕๒๖/๒๕๖๗

                                                                                 นาย ว กับพวกรวม ๒ คน                  จำเลย

 

โจทก์ประกอบกิจการประกันภัยและเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของจำเลยที่ ๒ โดยเรียกค่าเบี้ยประกันภัยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ มีวัตถุประสงค์ในการจัดหารถแท็กซี่ให้แก่สมาชิกเป็นเจ้าของหรือเช่าขับ การเอาประกันภัยรถยนต์ไว้กับโจทก์เพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการ อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงจากบริการประกันภัยที่ได้รับอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๒ จึงมิใช่ผู้บริโภคแต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายอันมีมูลจากสัญญาประกันภัย จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิ หรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)

 

 
 

 

 

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการประกันภัย จำเลยที่ ๒ เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ มีวัตถุประสงค์ในการจัดหารถแท็กซี่ให้สมาชิกเป็นเจ้าของหรือเช่าขับโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยภาคสมัครใจรถยนต์หมายเลขทะเบียน ทฬ xxxx กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ ๒ ระหว่างระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นสมาชิกของจำเลยที่ ๒ ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้โดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ ๒ ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังขับรถยนต์เฉี่ยวชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน  ๒ ขศ xxxx กรุงเทพมหานคร ซึ่งจอดชิดขอบทางอยู่หน้าบ้านเลขที่ xx หมู่ x ตำบลท้ายบ้านใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นเหตุให้รถยนต์คันดังกล่าวได้รับความเสียหายอย่างหนัก และรถยนต์ที่ถูกชนพุ่งไปเบียดกับท่อน้ำของบ้านเลขที่ xx แตกเสียหาย ภายหลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนตรวจสอบพบว่าจำเลยที่ ๑ มีอาการเมาสุราและมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ๑๒๖ มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าปริมาณที่กฎหมายกำหนด และเข้าข้อยกเว้นที่โจทก์ไม่ต้องรับผิดตาม กรมธรรม์ประกันภัย แต่โจทก์จะยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกไม่ได้ โจทก์จึงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายไปและทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระคืนแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

          จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๒ ให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง

          จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่าโจทก์ประกอบกิจการประกันภัยและเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของจำเลยที่ ๒ โดยเรียกค่าเบี้ยประกันภัยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยที่ ๒ ผู้เอาประกันภัยซึ่งอยู่ในฐานะเป็นผู้รับบริการนั้นเป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ มีวัตถุประสงค์ในการจัดหารถแท็กซี่ให้สมาชิกเป็นเจ้าของหรือเช่าขับ การเอาประกันภัยรถยนต์ไว้กับโจทก์เพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการ อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงจากบริการประกันภัยที่ได้รับอีกต่อหนึ่งจำเลยที่ ๒ จึงไม่ใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายอันมีมูลจากสัญญาประกันภัย   จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

           วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

วินิจฉัย ณ วันที่     ๕     เดือน     มิถุนายน     พุทธศักราช     ๒๕๖๗

สุวิชา   นาควัชระ

 (นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์