คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย พ. โจทก์
ที่ ๗๗๕/๒๕๖๗
บริษัท ธ. ที่ 1 กับพวกรวม ๒ คน จำเลย
มูลคดีที่โจทก์ฟ้องเกิดจากเหตุละเมิดที่มิได้สืบเนื่องมาจากการให้บริการของจำเลยที่ ๑ การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๒ รับผิดในฐานะผู้กระทำละเมิด โดยให้จำเลยที่ ๑ ร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัย จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการรับประกันภัยรถยนต์และรับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์กระบะยี่ห้อ TOYOTA หมายเลขทะเบียน๗กฮ xxxx กรุงเทพมหานคร จากจำเลยที่ ๒ วันเกิดเหตุโจทก์เข้าพักที่โรงแรม L. จังหวัดชุมพร และจอดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน ๗ คน ยี่ห้อ MERCEDES BENZ หมายเลขทะเบียน ฮอ xxxx กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ภายในบริเวณโรงแรมดังกล่าว หลังจากจำเลยที่ ๒ ใช้บริการของโรงแรมดังกล่าวเสร็จแล้ว จำเลยที่ ๒ ขับรถยนต์กระบะยี่ห้อ TOYOTA หมายเลขทะเบียน ๗กฮ xxxx กรุงเทพมหานคร ออกจากโรงแรม โดยเหยียบคันเร่งถอยหลังด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนด้านข้างขวาส่วนท้ายรถยนต์ของโจทก์ซึ่งจอดอยู่ทำให้ได้รับ ความเสียหาย โจทก์นำรถยนต์เข้าซ่อมเป็นเวลา ๓๘ วัน ทำให้โจทก์เสียหายไม่ได้ใช้รถยนต์ระหว่างซ่อม โจทก์ขอคิดค่าขาดประโยชน์และค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการประกันภัยและรับประกันภัยรถยนต์กระบะของจำเลยที่ ๒ โดยเรียกค่าเบี้ยประกันภัยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็น ผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคพ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ไม่ได้มีความสัมพันธ์ในฐานะผู้รับบริการจากจำเลยที่ ๑ โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะผู้บริโภค มูลคดีที่โจทก์ฟ้องเกิดจากเหตุละเมิดที่มิได้สืบเนื่องมาจากการให้บริการของจำเลยที่ ๑ การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๒ รับผิดในฐานะผู้กระทำละเมิด โดยให้จำเลยที่ ๑ ร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัย จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภค กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
วินิจฉัย ณ วันที่ ๒๑ เดือน สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗
สุวิชา นาควัชระ
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์