คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย ว โจทก์
ที่ ๕๔๕/๒๕๖๗ บริษัท ป กับพวก จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง มีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ก่อสร้าง รื้อถอน ต่อเติม ดัดแปลง ห้องชุดตามแบบที่โจทก์กำหนด ตกลงค่าจ้าง แบ่งชำระตามงวดงาน ภายหลังทำสัญญาโจทก์ชำระค่าจ้างงวดที่ ๑ โดยโอนเข้าบัญชีธนาคารชื่อจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๑ เข้าทำงานที่รับจ้างได้เพียงบางส่วน รื้อถอนผนังเกินกว่าพื้นที่ตามสัญญาแล้วและทิ้งงาน หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ จัดทำใบเสนอราคาให้แก่โจทก์ใหม่โดยเพิ่มเติมรายละเอียดของงานและเรียกค่าจ้างเพิ่มขึ้น โจทก์พิจารณาแล้วไม่ตกลงตามที่จำเลยทั้งสองเสนอ จึงว่าจ้างผู้รับเหมารายใหม่เข้าดำเนินการแทนในราคาที่สูงกว่าราคาเดิมที่ตกลงกับจำเลยทั้งสอง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนเงินค่าจ้าง และชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์รับเหมาปรับปรุงห้องชุดตามฟ้อง แล้วว่าจ้างช่วงจำเลยที่ ๑ ดำเนินการแทน คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง มีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยทั้งสองรับจ้างโจทก์ก่อสร้าง รื้อถอน ต่อเติม ดัดแปลงห้องชุดโดยเรียกค่าจ้างเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน จำเลยทั้งสองจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ให้บริการอยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างและอยู่ในฐานะผู้รับบริการนั้น แม้โจทก์เป็นบุคคลธรรมดา แต่ห้องชุดตามฟ้องไม่ใช่ภูมิลำเนาของโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองให้การว่าโจทก์ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โจทก์รับจ้างเจ้าของห้องชุดตามฟ้องปรับปรุงห้องชุดแล้วว่าจ้างช่วงจำเลยที่ ๑ ดำเนินการแทน โดยโจทก์มิได้คัดค้านพฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่าโจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากงานที่ว่าจ้างอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองในมูลสัญญาจ้างทำของ จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
นางสุวิชา นาควัชระ
ประธานศาลอุทธรณ์