คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย พ. ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน โจทก์
ที่ ๕๖๗/๒๕๖๗ บริษัท ธ. จำเลย
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของเครื่องจักร ๑๓ รายการ โจทก์ทั้งสองทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับจำเลยในมูลหนี้ที่บริษัท น. เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย ในคดีของศาลจังหวัดนครสวรรค์ หมายเลขแดงที่ XXXX/๒๕๓๓ โจทก์ทั้งสองมีเจตนาระบุเครื่องจักร ๑๓ รายการดังกล่าวเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาโอนกรรมสิทธิ์เครื่องจักรเพื่อชำระหนี้แทนลูกหนี้ ภายหลังทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้จำเลยห้ามมิให้โจทก์ทั้งสองขนย้ายเครื่องจักร ๑๓ รายการดังกล่าวโดยอ้างว่าเครื่องจักรดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแล้วตามที่ระบุไว้ในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โจทก์ทั้งสองโต้แย้งและให้จำเลยแก้ไขสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้หลายครั้ง แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้ศาลเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์เครื่องจักร ๑๓ รายการตามฟ้องในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่าฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีแพ่ง ให้โจทก์ทั้งสองชำระค่าขึ้นศาลภายใน ๗ วัน แล้วจึงพิจารณาสั่ง
โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์ทั้งสองอ้างตามคำฟ้องว่า จำเลยประกอบการธนาคารพาณิชย์และเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของบริษัท น. จำเลยทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์ทั้งสองเพื่อบังคับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยให้สินเชื่อแก่บริษัทดังกล่าวตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนบริษัท น. เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร มีโจทก์ที่ ๑ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์ที่ ๒ เป็นผู้ถือหุ้น การที่โจทก์ทั้งสองทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับจำเลยเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจ โจทก์ทั้งสองจึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์เครื่องจักรตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้อันมีมูลจากการที่จำเลยให้สินเชื่อแก่บริษัทดังกล่าวจึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์