ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                                          บริษัท บ จำกัด                                           โจทก์

ที่  ๖๖๖/๒๕๖๗                                                               บริษัท ช จำกัด  กับพวก                           จำเลย

                      โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่ารถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยูกับโจทก์ ๑ คัน มีจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระค่าเช่า โจทก์ทวงถามแล้ว ต่อมาจำเลยที่ ๑ แจ้งให้โจทก์นำรถยนต์ที่เช่ากลับคืน โจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกนำรถยนต์ที่เช่ากลับคืนมาแล้วนำออกขายทอดตลาด แต่ได้เงินไม่พอชำระค่าเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

                   จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสองสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรมจึงบอกล้างสัญญาเช่าและแจ้งให้โจทก์นำรถยนต์ที่เช่ากลับคืนไปแล้ว คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ขอให้บังคับโจทก์คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยทั้งสอง

                   จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                   โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าคดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ให้จำเลยที่ ๑ เช่ารถยนต์โดยเรียกค่าเช่าเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขาย หมายความรวมถึงการเช่าและให้เช่าด้วย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่ารถยนต์กับโจทก์เพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการ อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ในมูลสัญญาเช่ารถยนต์ โดยให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔) สำหรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองซึ่งยื่นภายหลังที่มีการฟ้องคดีนี้ ไม่เป็นคดีผู้บริโภคตามนัยมาตรา ๒๑

วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์